เอาอีกแล้วครับท่าน  ข่าวคาวเรื่องไอ้พวกสี่ผีสี่มุมแห่งเมืองคอนเพิ่งหายไปไม่นานก็มาอีกแล้ว

คราวนี้เป็นจตุคามฯ  ค่ะ  นี่ถ้าไม่เพราะว่าแม่ทนดูหนังเรื่องนางสาวผ้าขี้ริ้วไม่ไหวคงไม่รู้เรื่องนี้ แน่ ๆ (พอดีว่าแม่บอกว่าดูแล้วไม่รู้เรื่องสักตอน)  เลยเปลี่ยนช่องไปดูช่อง 9 แทน จำได้ว่าเป็นรายการ

ข่าวข้นคนข่าวหรือค้นข่าว อะไรสักอย่างนี่แหละ ตอนแรกก็เป็นพวกข่าวการเมืองซึ่งตอนนี้ดิฉันก็คร้านจะฟังแล้วล่ะค่ะ  แต่ก็ทนดูไปเรื่อย ๆ จนมาถึงข่าวนี้ซึ่งมีภาพองค์พ่อจตุคามฯ  ถูกนำมาทิ้งอยู่เป็นกะตั้ก เค้าพบกันแถว ๆ ต.บางจาก ที่จำได้เค้าบอกว่ามีอยู่สองรุ่น  วัดบางสะพานเป็นผู้จัดสร้าง   อันที่จริงก็อยากไปดูให้เห็นกับตานะคะแต่ว่าไปไม่ถูกค่ะขนาดเที่ยวแถว ๆ ในตัวเมืองยังหลงเป็นว่าเล่น เห็นเค้าบอกว่านับเป็นมูลค่าแล้วราว ๆ 20 ล้านเลยเทียว O.o 

คนสมัยนี้เค้ารวยกันขนาดที่จะเอาเงิน 20 ล้านมาโยนทิ้งไว้ใต้ต้นไม้เลยนะคะเนี่ย  ถ้าไม่รู้จะเอาไปไหนก็น่าจะคิดดูให้ดีกว่านี้  เอามาทิ้งอย่างนี้ไม่คิดบ้างรึไงว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง  แต่ที่รู้ ๆ นะคะตอนนี้ชาวบ้านบางคนที่เห็นเค้าก็เอามอไซด์มาเลือกเอาส่วนที่ดี ๆ ไป  บางคนเอาใส่ไว้หน้าตะกร้ารถจนแทบล้นออกมาแน่ะ(เอาเข้าไป๊)  แต่ถ้ามองในมุมมองของความเชื่อและไสยศาสตร์น่ะฉันคิดว่ามันเหมือนกับเป็นการลบหลู่  เพราะว่าเราต่างก็มีความเชื่อเกี่ยวกับองค์พ่อจตุคามฯ ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองคอยคุ้มครองปกปักรักษาเมืองนครศรีธรรมราช

ก็พอเข้าใจนะว่าอะไรที่ขายไม่ได้ก็ต้องทิ้งไปแต่ก็ไม่น่าจะทำกันแบบนี้   ไอ้ทีแรก ๆ ล่ะแย่งกันแทบเป็นแทบตาย  แถวบ้านดิฉันมองไปทางไหนก็มีแต่ป้ายปิดประกาศจตุคามฯ  บางร้านที่เคยขายของใช้ก็เปลี่ยนมาขายจตุคามฯแทน  เคยขายอาหารก็มาขายจตุคามฯแทน  ช่วงนั้นเรียกว่าเหมือนกับจะต้องกินมวลสารแทนข้าวกันเลยก็ว่าได้  แต่ตอนนี้พอกิจการเริ่มซบเซาคนพวกนั้นก็      เริ่มลำบากกันสิคะ  เพราะพระที่มีอยู่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน  บ้านฉันเองก็มีเหมือนกันนะแต่ไม่ได้มากมายนักเพราะว่าเราไม่ได้ซื้อกันด้วยความหลง  แต่เราเพราะต้องการนำไปเคารพบูชา  แค่พอตัวเท่านั้น  คนเราแม้แต่สิ่งศักสิทธ์ก็ยังเอามาเป็นเครื่องมือหากินกันได้เลย  พอสิ่งเหล่าน้นหมดไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้ตนอีกต่อไปก็คิดจะเขี่ยทิ้งกันง่าย ๆ  อยากรู้จริง ๆ บ้านมันรวยกันแค่ไหน 20 ล้านเอามาทิ้งกันได้ 

.

.

.

พอดีว่าเมื่อวานไปหอสมุดแห่งชาติมา  ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชน  (ก็ฉันยังเป็นเยาวชนอยู่นี่) เลยเดินไปที่มุมหนังสือประเภทนี้ตอนเข้าไปเลือกหนังสือก็ปกติดีไม่มีอะไร  แต่พออยู่มาสักพักก็เริ่มมีเสียงหยอกล้อ  หัวร่อต่อกระซิกกันของพวกเด็ก ๆ  ก็พอเข้าใจนั่นแหละนะเพราะในห้องนั้นมีของเล่นอยู่ด้วยก็ไม่ได้คิดอะไร  อเลือกหนังสือได้ก็มานั่งอ่าน  อ่านไปได้สักครูก็เริ่มมีเสียงอึกทึกขึ้น  ฉันก็หันไปมองขวับหนึ่ง  คงไม่ทำตาหวานรองแต่เป็นตายักษามารต่างห่าง  ไม่ได้จะใช้อำนาจข่มเหงแต่มันเป็นการเตือนด้วยสายตาว่ากรุณาเงียบหน่อย  เด็กพวกนั้นก็เงียบกันไป  พออยู่มาอีกสักพักมันเอาอีกแล้วตอนนั้นกำลังอ่านหนังสือสนุก ๆ อยู่เลยเสียงหัวเราะ เสียงตะโกน  เสียงของเล่นหล่น  เสียงวิ่งเล่น  คุณเอ๋ยแทบจะประสาท  ในใจก็เลยบอกกับตัวเองไปว่า  รอให้ฉันเรื่องนี้จบก่อนเถอะ...  แล้วก็นั่งทนอ่านจนจบบทนั้นแล้วก็เดินไปนั่งอ่านกับพี่สาวและน้องสาวที่มาด้วย  ยังค่ะ  มันยังไม่หยุดกันนะ  ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ไอ้เราก็สงสัยอยู่ว่าทำไมเจ้าหน้าที่ซึ่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ ๆ ไม่เข้าไปห้ามหรือเตือนบ้างนะ  เด็กพวกนี้ส่งเสียงมากเกินไปแล้วจริงๆ อ่านหนังสือแทบจะไม่รู้เรื่องเลย  ฉันเลยหันไปพูดกับน้องสาวซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า

 

ฉัน : นี่รู้ไหมฉันอยากจับมันหักคอตั้งซะให้หมดเลย

น้องสาว : ก็ว่าอยู่เหมือนกัน

 

สงสัยว่าเจ้าหน้าที่คงได้ยินที่ฉันพูดล่ะนะเลยเข้าไปเตือนเด็กพวกนั้น  แต่มันก็ได้ผลแค่ชั่วครู่  แล้วความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีก  ทีนี้เริ่มทนไม่ไหวฉัน พี่ และน้องเลยออกจากที่นั่นมาหาอะไรทาน   เราต่างก็มีความ้เห็นตรงกันว่าทำไมถึงไม่มีใครทำอะไรบ้างเลยนะ  ที่นั่นเป็นสถานที่ ๆ ทุกคนมีสิทธ์  แต่เรากลับรู้สึกว่าที่แห่งนั้นเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กพวกนั้นซะมากกกว่า  ไม่มีใครนั่งทนอ่านหนังสือนานนักเพราะเสียงเหล่านี้  นึกถึงจตุคามมูลค่าร่วม 20 ล้านแล้วเราก็คิดว่าอันที่จริงเงินพวกนั้นน่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้  น่าจะนำมาทำอะไรที่มันเกิดประโยชน์กว่านี้  ฉันเข้าใจดีว่าเด็กเป็นวัยที่ซุกซนแต่ถ้าความซุกซนนั้นทำให้คนอื่นเดือดร้อน  เราก็ควรแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าปล่อยเลยตามเลย  แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังเป็นเด็กแต่อีกซักวันหนึ่งก็ต้องกลายไปเป็นผู้ใหญ่  แล้วถ้าพวกเขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น  นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาแต่นั่นก็เป็นความผิดของเราด้วยเช่นกัน  เด็กจรจัดไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกคน  เด็กพวกนี้ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าเด็กทั่วไป ใคร ๆ ก็รู้  หรือคุณไม่รู้ล่ะ 

จากการไปอ่านหนังสือครั้งนี้ได้อะไรมากกว่าคิด 

ปล.1 คงเข็ดหลาบไม่อยากไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดอีกนาน

ปล.2 ลูกชิ้นที่ซื้อหน้าหอสมุดฯ ใส่แป้งเยอะชะมัด

ปล.3 อยากกินก๋วยเตี๋ยวชะมัดเลย

                                        ***************************************

โฮะ ๆๆ วันนี้ ก็ได้ฤกษ์งามยามดีจะทำการเปิดบล็อกใหม่แล้วววววววว

แทมทะระแรมแทมแทม . . . แทมแทมแท๊ม . . .

ยังไงก็ขอแนะนำตัวก่อนนะคะชื่อ ปราง ค่ะ จะเรียกว่าแว่นก็ได้นะชื่อนี้ชาวบ้านชาวช่องเค้าเรียกกันจนติดปากจนลืมไปแล้วว่าที่จริงชื่อปราง  ปรางที่ว่านี้แปลว่าแก้มค่ะ  แต่เพื่อนสนิทจะเรียกว่าแม่มะปราง(เรียกซะแก่ไป 10 ปีเลย)  ชื่อ ปราง พ่อเป็นคนตั้งให้แต่ไฉ กันพ่อจึงเขียนว่า ปรางค์ ซึ่งแปลว่า  พระปรางค์ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่มียอดสูงขึ้นไปมีรูปทรงคล้ายฝักข้าวโพดและมีฝักเพกาปักอยู่ข้างบน  อันนี้ไม่ได้มั่วนิ่มนะคะ  ลงทุนเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ เลยนา  ตอนนี้เลยออกจะสับสนหน่อย ๆ แต่ที่แน่ ๆ เนี่ยชื่อนี้แปลว่าแก้มแน่ ๆ เพราะชื่อนี้พ่อตั้งแบบประมาณว่ามีนัยแน่ ๆ  เพราะว่าตอนเด็กพ่อแม่เลี้ยงดูแบบอุดมสมบูรณ์มากวันหนึ่ง ๆ กล้วยน้ำว้าแค่หวีเดียวไม่เพียงพอต่อปรางหรอกกินเข้าไป กินเข้าไป  แขนขางี้เหมือนข้าวต้มมัด  พุงพลุ้ย  ผิวขาว  ปากชมพู  ที่สำคัญแก้มงี้ป่องเป็นลูกโป่งลอยฟ้าเลย (ยิ่งกว่าซาลาเปาซะอีก) ตอนเด็ก ๆ พ่อชอบเรียกว่า เจ้าแมวขโมย  ไม่ก็ เหนียวห่อกล้วย  (แปลว่าข้าวต้นมัดน่ะค่ะ) ไม่เชื่อดูรูปนี้ซะ

 

 

               โฮะ ๆ แอบเซ็กซี่นิดหน่อย  น่ารักมั้ยล่ะ  

แต่ทำไมพอโตขึ้นมันคนละพิมพ์กันเลยฟระ ? ? ?

 

ผอมเหลือแต่กระดูกไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะเลี้ยงแบบอดอยากปากแห้งนะคะ  แต่กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมาเล๊ย  หนักแค่ 41 กิโลฯ ครึ่ง  บางทีก็ 42 บางทีก็ 40 ครึ่ง  แต่ว่าที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือแก้มป่อง ๆ นุ่ม ๆ นี่สิ  โตเท่าควายแล้วก็ยังนุ่มเหมือนผิวเด็ก  แถมยังมีเส้นเลือดฝอยแดง ๆ อีก ที่โรงเรียนเพื่อนชอบหยิกแก้มปรางกันอยู่บ่อยมันบอกว่านุ่มดี  และโหนกเจ้ากรรมก็โผล่ขึ้นมาอีกทีนี้มันก็ยิ่งทวีความป่องขึ้นมาอีกโอ๊ยย  จะประสาท  เพื่อนมันชอบล้อเราว่า น้องโหนก  แต่เวลาอยู่ที่บ้านพี่สาวก็จะเรียกว่า นังลาว  แหมถึงปรางจะเหมือนแม่หญิงลาวแต่ก็ลาวอย่างมีคุณค่าล่ะว้า  แต่พี่สาวอีกคนจะเรียกเราว่า ตัวนุ่มนิ่ม  -*-  แต่ละชื่อนี่มันช่างไพเราะจริง ๆ เลยนะ  ที่เรียกว่า ตัวนุ่มนิ่ม  ก็เพราะว่าตัวปรางนุ่มนิ่มเหมือนกับไม่มีกระดูกเลย  แต่ว่าตอนนี้ปรางผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว  ภาพตอนเด็ก ๆ นี่อาจจะให้ดูได้แต่ตอนโตนี่สิ  ทุเรศเกินกว่าจะให้ดูได้  น่ากลัวว่าถ้าดูแล้วจะช็อกคาจอคอมพ์

สำหรับเหตุผลที่มาเปิดบล็อกที่นี่เพราะมาตามกลิ่นธูปเอ๊ย  ไม่ใช่ ๆ มาเพราะได้อ่านบล็กของพี่คนหนึ่งซึ่งเล่าเกี่ยวกับน้องชายของเค้าอ่ะค่ะอ่านแล้วมันซึ่งจนกลั้นน้ำตาไม่ไหวน้ำตาไหลพราก ๆ เลยค่ะ  และที่สำคัญก็รู้สึกว่าเว็บนี้โดนใจดีค่ะ  เพราะว่าบางเว็บก็มีแต่พวกเห็นแก่ตัว  ประมาณว่ามาแล้วก็ชอบมาเม้นท์ว่า มาเม้นท์ให้แล้วนะเม้นท์กลับด้วย

ไม่ก็เป็นพวกคอมเม้นท์ลูกโซ่

หรือพวกเม้นท์หยาบคายน่ะค่ะ

อ้อที่สำคัญไม่ชอบพวก เกรียน เอาซะเลยเกลียดเข้ากระดูกดำเลยแหละ

คิดว่าเว็บนี้จะเป็นเว็บที่พึ่งทางใจสำหรับคนไม่ครบสลึงอย่างเราน่ะ

อยากเล่าเรื่องดี ๆ แบ่งปันความรู้สึกดี ๆ ไว้ในบล็อกนี้กับเค้าบ้างน่ะค่ะ

ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ

 

คงต้องพอแต่นี้ก่อนล่ะอ้อลืมบอกไป ปรางอยู่นครศรีธรรมราช นี้เป็นเด็กใต้แท้ ๆ เลย แหลงใต้ได้ชดผึด ๆ เลย ยินดีที่ได้รู้จักทุก ๆ คนนะคะ  ยังไงก็ขอจบพิธีเปิดบล็อกนี้ก่อนนะคับพี่ ๆ น้อง ๆ ป้า ๆ ลุง ๆ ทั้งหลายท่าน

 

เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรงเตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง....